Rechercher dans ce blog

Thursday, May 27, 2021

'Wangree Fresh' จาก Plant Factory สู่ Urban Farm เสิร์ฟผักสดเพื่อคนรักสุขภาพแบบวันต่อวัน - มติชน

การเลือกบริโภคพืชผักที่ปลูกแบบไร้สารเคมีนับวันก็ยิ่งเป็นกระแสตื่นตัวของคนไทยโดยเฉพาะกลุ่มผู้รักสุขภาพและคนเมืองรุ่นใหม่

‘กฤษณะ ธรรมวิมล’ ผู้ก่อตั้ง MARS ONE Plant Factory Startup บอกกับเราว่า เขาคือสตาร์ทอัพที่จำหน่ายผักเป็นหลักภายใต้ชื่อแบรนด์ ‘วังรี เฟรช’ (Wangree Fresh) โดยผักของเขานั้นมีจุดเด่นอย่างแรกก็คือ ‘สะอาดมากๆ’ เพราะปลูกในห้องปลอดเชื้อ สามารถรับประกันว่าผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องล้างแต่อย่างใด หลังจากที่เก็บเกี่ยวแล้วสามารถนำมาใส่จานรับประทานได้ทันที

การปลูกผักในห้องปลอดเชื้อเป็นหนึ่งในกระบวนการการปลูกพืชแบบโรงเรือนระบบปิด หรือ Plant Factory ด้วยการนำนวัตกรรมมาผสมผสานกับเทคโนโลยีการเกษตร เพื่อพัฒนาเกษตรกรรมให้มีคุณภาพและให้ผลผลิตได้อย่างสม่ำเสมอ จากการควบคุมปัจจัยในการผลิตทั้งน้ำ อากาศ และความชื้นในปริมาณที่เหมาะสม

เขาย้อนให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นของ Wangree Fresh ในปี 2558-2559 กำลังทำธุรกิจด้านคอมพิวเตอร์อยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่พร้อมกับลงเรียนหลักสูตรพิเศษด้านนวัตกรรมของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้มีโอกาสได้รับทุนวิจัยเพื่อหาแนวทางการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve) ที่จะต้องเชื่อมโยงระหว่างวิชาชีพกับจีดีพีอันดับหนึ่งของเชียงใหม่ก็คือภาคการเกษตร ซึ่งหนึ่งในปัญหาสำคัญของสินค้าเกษตรก็คือผลผลิตที่ปนเปื้อนสารเคมี

“เผอิญว่าเวลานั้น ทางหลักสูตรได้ส่งไปดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น ให้ไปเรียนรู้ว่าที่นั่นทำเรื่องของการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่อย่างไร ปรากฎว่ามีอยู่เคสหนึ่งที่ได้เห็นก็คือ ‘Plant Factory’ หรือ ‘โรงเรือนปลูกพืชอัจฉริยะ’ ที่มหาวิทยาลัยเกียวโต ผมบอกเลยว่า นี่แหละที่จะเป็นการบ้านเรื่องของการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศไทย”

หลังจากที่ได้ศึกษาดูงานโรงเรือนปลูกพืชอัจฉริยะ จนเกิดเป็นแนวคิดนำเสนอในโครงการวิจัยที่ทางหลักสูตรพิจารณาแล้วว่าน่าสนใจและมีความเป็นไปได้สูง เขาจึงได้รับเงินก้อนหนึ่งจากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้มาทำวิจัยพร้อมกับทำต้นแบบ Plant Factory ให้เกิดขึ้นในเมืองไทย

“ช่วงแรกพบว่าการปลูกผักแบบ Plant Factory มีปัญหาเรื่องของต้นทุนที่สูงมาก เพราะการปลูกพืชโรงเรือนในระบบปิดโดยใช้แสงจากหลอดแอลอีดี แล้วก็ต้องควบคุมคาร์บอนไดออกไซด์ด้วย ส่งผลให้มีต้นทุนที่ค่อนข้างสูง จากการทำต้นแบบพบว่าผักแต่ละต้นมีต้นทุน 40 บาทขึ้นไป เป็นไปไม่ได้ที่ผู้บริโภคจะซื้อผักราคานี้มาประกอบอาหาร จึงได้มีการศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมพร้อมกับปรับปรุงแนวทางไปเรื่อยๆ เพื่อหาวิธีทำให้ต้นทุนปลูกผัดลดลง จนกระทั่งสามารถปลูกผักได้โดยไม่ใช้สารเคมีและมีต้นทุนการผลิตต่ำ”

จุดเริ่มต้นของความสำเร็จ

ต้นแบบโรงเรือนปลูกพืชอัจฉริยะ ผลงานของสตาร์ทอัพหนุ่มวิศวกรคอมพิวเตอร์หัวใจเกษตร เปิดตัวขึ้นเป็นแห่งแรกที่หมู่บ้านวังรี จังหวัดนครนายก เป็นที่มาของชื่อแบรนด์ ‘วังรี เฟรช’ จุดเด่นของผักที่นี่นอกจากสะอาดมากๆ อย่างที่กล่าวข้างต้น เนื่องจากปลูกในห้องปลอดเชื้อซึ่งปราศจากเชื้อโรคและแมลงใดๆ ทำให้ไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลงแล้ว ยังจำหน่ายในราคาที่ผู้บริโภคทั่วไปสามารถจับต้องได้ เช่นเดียวกับซื้อในซูเปอร์มาร์เก็ต

“ช่วงที่วังรี เฟรช เปิดตัวระยะแรกเพื่อให้เป็นฟาร์มต้นแบบ มีการประชาสัมพันธ์โดยใช้สื่อโซเชียลเน็ทเวิร์ค เช่น เฟซบุ๊ก ไอจี ยิงแอดไปยังผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายเป็นต้นว่า นักกีฬา คนรักสุขภาพ ผู้สูงอายุ แม่และเด็ก และผู้ป่วยที่ต้องการผัก Medical Grade ที่สะอาดมากๆ มีคุณค่าทางอาหารสูง ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติเพราะรู้จักและคุ้นเคยกับวิธีปลูกผักแบบนี้มาก่อนในต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี แม้แต่แถบยุโรปที่มีการทำ Plant Factory มาก่อนหน้าหลายปี เมื่อเขารู้ว่าเรามีผักที่ปลูกแบบนี้ก็เริ่มสั่งซื้อ โดยช่วงแรกเปิดตัวแบบฟอร์มให้เป็นต้นแบบก่อน เพื่อสำรวจว่าลูกค้าของเราเป็นใคร มีทำเลอยู่ที่ไหน เมื่อได้รายละเอียดพอสมควร จึงมีการทำฟาร์มให้ใกล้กับผู้บริโภคมากขึ้น”

“ทำเลที่ตั้งของการทำฟาร์มจะเลือกในเมืองเพื่อลดขั้นตอนระยะเวลาขนส่ง ซึ่ง Plant Factory ก็ไม่ต้องการพื้นที่เยอะ ที่สำคัญไม่ได้ใช้น้ำเยอะ แม้แต่ระบบปลูกก็ไม่ต้องขึ้นกับฤดูกาล จึงทำฟาร์มทั้งในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต จนถึงภาคอีสาน สามารถปลูกพืชผักได้มากกว่า 100 ชนิด เราพยายามสร้างผลิตผลทางการเกษตรที่เป็นผักในช่วงแรกๆ เพื่อนำเสนอแก่ผู้บริโภคในรูปแบบที่รักษาความสด ขายวันต่อวัน โดยมุ่งเน้นเรื่องของผักเพื่อสุขภาพและความสะอาดเป็นหลัก”

อุปสรรคและการแก้ปัญหา

หากมองเผินๆ วังรี เฟรช มีการพัฒนาอย่างเป็นลำดับ แต่กว่าจะถึงวันนี้ กฤษณะต้องเผชิญกับอุปสรรคมาไม่น้อย เขาบอกว่า อย่างแรกมาจากที่ เมื่อ 6 ปีที่แล้วยังไม่มีใครทำ Plant Factory ในประเทศไทย มหาวิทยาลัยหรือสถาบันที่สอนเรื่องของการทำเกษตรก็ยังไม่มีหลักสูตร ช่วงที่ลงมือทำแรกๆ จึงเป็นเรื่องยากมากในการค้นคว้าหาข้อมูลหรือวิธีการ ทำให้ต้องศึกษาดูงานที่ต่างประเทศเป็นหลัก

“ผมบินไปดูงานกึ่งไปศึกษา คนที่สอนก็อธิบายรายละเอียดไม่หมดเพราะเขาไม่ได้โฟกัสเรื่องของการสอนมากนัก ทำให้สุดท้ายต้องกลับมาทำวิจัยต่อประมาณ 2-3 ปีกว่าจะเริ่มทำเป็นธุรกิจได้ ในการปลูกครั้งแรกก็ต้องศึกษาว่าจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์อะไรบ้าง เช่น หลอดไฟ หรือการควบคุมระยะไกลต้องทำอย่างไร ซึ่งโนว์ฮาวเหล่านี้มีอยู่แต่ในต่างประเทศ ทำให้ต้องใช้เวลาค้นหาข้อมูลถึง 2-3 ปี กว่าจะเริ่มมั่นใจว่าทำในเชิงพาณิชย์ได้”

เมื่อลงมือทำเป็นธุรกิจจริงๆ ก็ยังหนีไม่พ้นงานยาก เนื่องจากอีโคซิสเต็มการจำหน่ายพืชผลการเกษตรของเมืองไทยเป็นเหมือนเดิมมาตลอด 40-50 ปี เกษตรกรเก็บผักแล้วขายให้แก่พ่อค้าคนกลาง กว่าจะถึงซูเปอร์มาร์เก็ตต้องมีการซื้อขายส่งต่อกันเป็นทอดๆ 

เป็นวงจรที่ทำให้เกษตรกรไทยถูกเอาเปรียบจากรุ่นสู่รุ่น เพราะต่อให้ปลูกผักได้ดีมีคุณภาพแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องโดนกดราคา

“ปัญหาข้อนี้แก้ด้วยการสร้างอีโคซิสเต็มใหม่ขึ้นมา โจทย์คือทำอย่างไรก็ได้ให้เจ้าของฟาร์มสามารถขายผักได้เองกับผู้บริโภค แนวทางหนึ่งก็คือสร้างฟาร์มในเมือง ที่เรียกว่า Urban Farm ให้คนที่เดินผ่านไปมาหรือใช้ชีวิตประจำวันในย่านนั้นมองเห็นฟาร์มปลูกผักแบบ Plant Factory ที่สะอาดและปลอดภัย ราคาไม่สูงมาก การทำอีโคซิสเต็มแบบนี้ค่อนข้างยาก เพราะต้องหาทำเลที่เหมาะสมและถูกใจ เมื่อเจอแล้วก็ต้องใช้เวลาดีลกับเจ้าของที่ แม้กระทั่งขั้นตอนขออนุญาตปลูกสร้างฟาร์มในเมืองที่มีข้อจำกัดค่อนข้างเยอะ ทั้งยังต้องสร้างระบบสาธารณูปโภคด้านโรงเรือนโดยเฉพาะ แม้จะยากหรือเหนื่อยอย่างไรก็ต้องทำให้สำเร็จ เพื่อให้หลุดพ้นไปจากวงจรแบบเดิมๆ”

ออเดอร์เพิ่มขึ้นจากโควิด

แม้ว่าสถานการณ์โรคระบาดจะสร้างความเสียหายให้กับทุกวงการธุรกิจ แต่สำหรับวังรี เฟรช กลับกลายเป็นออเดอร์ที่เพิ่มจากปกติถึง 3 เท่า เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่สั่งซื้อผักเพื่อประกอบอาหารมื้อเย็น เช้ากับเที่ยงจะรับประทานที่ร้านอาหารนอกบ้าน ยิ่งโดยเฉพาะคนที่ดูแลสุขภาพถ้าเป็นมื้อเย็นจะเน้นอาหารเบาๆ อย่างสลัด

“พอโควิด-19 แพร่ระบาดขึ้นเรื่อยๆ ต้องมีการทำงานที่บ้าน (Work from Home) ทำให้มีการสั่งผักของเรามากขึ้น เพราะต้องทำอาหารกินเองที่บ้านทั้ง 3 มื้อ ขณะเดียวกันกำลังการผลิตมีเท่าเดิม ใน 1 โรงเรือนพื้นที่ 40 ตารางวา ผลิตได้เพียงเดือนละ 5 ตันเท่านั้น คำนวณง่ายๆ เมื่อนำ 30 วันมาหาร ก็จะได้เฉลี่ยวันละประมาณ 160 กิโลกรัม ลูกค้าแค่ 200 คนก็ไม่พอขายแล้ว แต่วังรี เฟรช มีลูกค้าเป็นพันคน เมื่อออเดอร์เพิ่มขึ้นจึงทำให้มีปัญหาเรื่องกำลังการผลิต แล้วถ้าจะแก้ปัญหานี้โดยการขยายฟาร์ม ก็มีอุปสรรคด้านซัพพลายเออร์เพราะไม่มีทั้งคนงานและอุปกรณ์ โดยเฉพาะเทคโนโลยีบางอย่างที่ต้องนำเข้าก็ค่อนข้างขลุกขลักพอสมควร”

อะไรที่ทำให้แตกต่างไปจากคู่แข่ง

ถึงวันนี้ คนไทยรักสุขภาพได้เห็นผักปลอดสารที่มีจำหน่ายในท้องตลาดเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แต่สิ่งที่ทำให้วังรี เฟรช แตกต่างไปจากผู้ประกอบการรายอื่นนั้น กฤษณะอธิบายว่า อย่างแรกคือ ถ้าเป็นการปลูกในแบบ Plant Factory จะมีเพียงไม่กี่ราย ครึ่งหนึ่งเป็นคนที่มาศึกษากับเขา เพราะมีการสอนเป็นหลักสูตรเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับเกษตรกรและผู้สนใจทั่วไปภายใต้ความร่วมมือกับสถาบันพัฒนาบุคลากรแห่งอนาคต (Career for The future Academy) สังกัด สวทช. กระทรวงอุดมศึกษาฯ นักเรียนหลายคนไม่ใช่เกษตรกร บ้างก็มีธุรกิจโรงงานผลิตหลอดไฟซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ใช้ปลูกผักในโรงเรือน หรือเป็นเจ้าของร้านจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์สำหรับปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์ ก็เปลี่ยนมาปลูกผักแบบ Plant Factory เหมือนกัน

“ผมไม่มีพื้นฐานด้านวิชาชีพเกษตรมาก่อน เพราะเรียนจบวิศวกรรมศาสตร์คอมพิวเตอร์ ถือว่าเป็นการทรานส์ฟอร์มตัวเอง อีกจุดเด่นที่มีอยู่ในตัวก็คือนอกจากความพยายามแก้ปัญหาแล้ว เรายังไม่ได้ขายผักอย่างเดียว แต่ให้ความรู้ผู้บริโภคตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจจนถึงวันนี้ ว่าผักที่คุณกินทุกวันมีข้อดีข้อเสียอย่างไร ผักของวังรี เฟรช เป็นอย่างไร รวมทั้งให้ความรู้ในเรื่องของวิธีการปลูกแบบ Plant Factory อย่างถูกต้อง ทำให้หลายคนสามารถนำไปลงมือทำเองได้จริง หรือไปปรับปรุงพัฒนาสร้างเป็นอาชีพใหม่ได้”

เขายังคิดไปถึงการตอบแทนสังคมไทยกับการทำ Social Enterprise จากที่ผ่านมาเป็นที่ปรึกษาของวัดพระบาทน้ำพุในโครงการปลูกผักเพื่อหารายได้มาจุนเจือกิจกรรมสาธารณกุศลของวัด อย่างการดูแลผู้ป่วยเอชไอวี เด็กกำพร้า และผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้ง

ก้าวต่อไปของวังรี เฟรช

ปัจจุบัน วังรี เฟรช มีลูกค้าทั้งต่างชาติและคนไทย จากฟาร์มต้นแบบแห่งแรกที่นครนายก ก็วางแผนสร้างโรงเรือนที่กรุงเทพฯ โดยเฉพาะเมื่อเกิดสถานการณ์โควิดระบาด ทำให้มีปัญหาบุคลากรที่ต้องทำงานที่บ้านเพื่อลดความเสี่ยง รวมถึงมาตรการล็อคดาวน์และเคอร์ฟิวในปีที่ผ่านมา ในปีนั้นจึงต้องหยุดการทำงานเพื่อให้เป็นไปตามนโยบายภาครัฐ ข้อดีของการย้ายมาทำที่กรุงเทพฯ คือจำหน่ายแบบเดลิเวอรีได้ง่ายขึ้น เพราะลูกค้าส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ อยู่แล้ว บวกกับรูปแบบการทำงานของฟาร์มที่เป็นช่วงเวลากลางคืนเพราะค่ากระแสไฟฟ้าถูกกว่าเวลากลางวัน

และนอกจากกรุงเทพฯ ยังมีที่เชียงใหม่ ภูเก็ต พัทยา ระยอง พร้อมทั้งเตรียมขยายไปต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ เวียงจันทร์ เมื่อสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายไปแล้ว

“สำหรับ ณ วันนี้ คิดว่าประสบความสำเร็จเกินคาด เพราะจากที่เริ่มต้นก็คิดเพียงจะเป็นสตาร์ทอัพเล็กๆ เท่านั้น แต่วันนี้เรามีเวนเจอร์ แคปปิตอล เข้ามา ทำให้เพิ่มโอกาสมากขึ้นในต่างจังหวัดที่เป็นเมืองใหญ่ หรือแม้กระทั่งในต่างประเทศ เกินกว่าที่ตั้งใจไว้มาก เราเป็น Urban Farm ที่โฟกัส Plant Factory เป็นหลัก อย่างที่บอกว่าวางแผนในอนาคตจะมีฟาร์มตั้งอยู่ในหัวเมืองใหญ่ๆ ให้ครบ และอีกจุดหนึ่งคือต้องการขยายไปต่างประเทศ เพราะหากมีฟาร์มของคนไทยอยู่ในต่างประเทศ จะทำให้ธุรกิจที่เป็นสตาร์ทอัพสามารถแข่งขันในระดับนานาชาติได้

ขอบคุณสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ที่ได้สนับสนุนเรื่องทุนในโครงการ Northern Food Valley รวมถึงส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ไปยังนานานาชาติเพื่อสร้างแบรนด์ให้กับวังรี เฟรช แล้วก็ขอฝากให้ภาครัฐเห็นถึงความสำคัญของบุคลากรด้านนี้ด้วย เพราะมีน้องๆ นักศึกษาที่เรียนจบเกษตรหลายคนยังไม่รู้ว่า Plant Factory คืออะไร ในขณะที่เกษตรกรรุ่นใหม่ควรจะต้องเป็นสมาร์ท ฟาร์มเมอร์แล้ว อาจจะสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยหรือมีศูนย์การเรียนรู้เกี่ยวกับหลักสูตรด้านนี้เพื่อสร้างบุคลากรที่มีความรู้และได้มีโอกาสฝึกฝนทักษะในเรื่องของเกษตรอัจฉริยะต่อไปในอนาคต”

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการ Startup Thailand Marketplace ของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

Adblock test (Why?)


'Wangree Fresh' จาก Plant Factory สู่ Urban Farm เสิร์ฟผักสดเพื่อคนรักสุขภาพแบบวันต่อวัน - มติชน
Read More

No comments:

Post a Comment

คุ้ยประวัติ “เอก สวนผัก” เล็งฟันข้อหา “ผู้มีอิทธิพล” วอนชาวบ้านร่วมแจ้งเบาะแส - ผู้จัดการออนไลน์

เค้นประวัติ “ เอก สวนผัก” ค้นบ้าน ยังไม่พบเชื่อมโยงคดีเงินกู้นอกระบบ ประสาน บก.สส.บช.น.ร่วมสืบ เล็งฟันข้อหา “ผู้มีอิทธิพล” วอนชาวบ้านช่วยแ...