สหประชาชาติกำหนดให้ปี 2564 เป็น “ปีแห่งผักและผลไม้สากล” (International Year of Fruits and Vegetables, 2021) เพื่อเพิ่มความตระหนักถึ
งความสำคัญของผักและผลไม้ในเวที
ระดับนานาชาติ และระดับประเทศ

**ไทยโดดเด่นผู้ผลิตอาหารแต่บริโภคผักต่ำกว่าเกณฑ์
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกขององค์การสหประชาชาติที่มีความโดดเด่นติดอันดับต้น ๆ ของโลกในฐานะผู้ผลิตอาหาร โดยมีภาคการเกษตรเป็นพื้นฐานสำคัญ และมีความหลากหลายของอาหาร โดยเฉพาะผักผลไม้ท้องถิ่นที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ อีกทั้งการส่งเสริมระบบอาหารที่ยั่งยืน โดยเริ่มจากการจัดการผักและผลไม้ตลอดห่วงโซ่ สามารถช่วยสนับสนุนมิติทางด้านเศรษฐกิจและสังคมให้กับประเทศ ส่งผลให้ผู้บริโภคทุกเพศ ทุกวัยและหลากหลายสาขาอาชีพสามารถเข้าถึงผักผลไม้อินทรีย์ได้ตลอดทั้งปี
ภาวะวิกฤติจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือโควิด-19 ที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ การบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ ภาวะความมั่นคงทางอาหารในระดับครัวเรือนและชุมชน รวมทั้งการเข้าถึงผักผลไม้อินทรีย์ จึงเป็นประเด็นท้าทายสำคัญของประเทศที่หน่วยงานภาครัฐต้องแสดงบทบาทนำในการทำให้ผักและผลไม้เป็นวาระแห่งชาติ
หากตีกรอบไว้ที่การกินพืชผักอย่างเดียว องค์การอนามัยโลกแนะนำให้เด็กอายุ 6-14 ปีกินผักโดยเฉลี่ยอย่างน้อย 100 กรัมต่อวัน และคนไทยอายุตั้งแต่15 ปีขึ้นไปควรกินผักอย่างน้อยให้ได้ 240 กรัมต่อวัน เพื่อให้ได้สารอาหารและคุณประโยชน์ที่จำเป็นต่อร่างกาย
รายงานสถานการณ์การบริโภคผักและผลไม้ของคนไทยล่าสุดโดย สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดลพบว่า คนไทยทุกช่วงวัยยังกินผักต่ำกว่าเกณฑ์แนะนำขององค์การอนามัยโลกอยู่มากถึง 62.5% โดยมีค่าเฉลี่ยเพียง 94.5-168.1 กรัมต่อคนต่อวัน สำหรับการกินผักโดยเฉลี่ยของเด็กไทย อายุ 6-9 ปี ยิ่งน้อยกว่าเกณฑ์แนะนำขององค์การอนามัยโลกและยังมีปริมาณลดลงจากปริมาณ 35 กรัมต่อวัน เหลือเพียง 33.6 กรัมต่อวันเท่านั้น

** “ผักวาระแห่งชาติ”ความท้าทายทางสุขภาพ
ผศ.ดร.สิรินทร์ยา พูลเกิด นักวิจัยจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดลนำเสนอผลสำรวจสถานการณ์การกินผักและผลไม้ในประเทศไทยดังกล่าวในเวทีหารือสาธารณะอิ่ม...ดี...มีสุข: ในหัวข้อ “ผักจะเป็นวาระแห่งชาติได้อย่างไร?” กล่าวว่าหากจำแนกสัดส่วนคนไทยที่กินผักตามลักษณะทางประชากร ประกอบไปด้วย เขตการปกครอง ภูมิภาค สถานภาพสมรส ระดับการศึกษาและอาชีพ จะพบด้วยว่าคนในเขตเมืองที่กินผักเพียงพอมีเพียง 25.3% หรือ 1 ใน 4 ซึ่งยังน้อยกว่าคนต่างจังหวัดนอกเมืองที่ 1 ใน 3 ของประชากรกินผักในปริมาณเพียงพอ
ลงลึกในรายละเอียดของผลสำรวจจะพบข้อมูลที่น่าสนใจว่า คนกรุงเทพฯ ที่กินผักพอเพียงมีน้อยมากเพียง 14.9% เท่านั้นเมื่อเทียบกับคนทางภาคเหนือที่กินผักเพียงพอมีมากถึง 35.5%

“คนโสดยังกินผักน้อยกว่าคนที่แต่งงานมีครอบครัวแล้วกว่าครึ่ง ผลการสำรวจพบว่า คนโสดที่กินผักเพียงพอมีเพียง 15.9% เมื่อเทียบกันคนที่แต่งงานแล้วที่ 31.2%” ผศ.ดร.สิรินท์ยาระบุ
อย่างไรก็ตามการศึกษาดี มีความรู้ไม่ได้เป็นปัจจัยที่ทำให้คนหันบริโภคผักเยอะขึ้นได้เพราะผลสำรวจพบว่า ผู้ที่มีระดับการศึกษาตั้งแต่ปริญญาตรีขึ้นไปกินผักเพียงพอน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับประชากรที่มีระดับการศึกษาทั่วไปต่ำกว่าปริญญาตรี และกินผักน้อยลงด้วยซ้ำที่ 22.9% ในปี 2562 จากเมื่อเทียบการศึกษาในปี 2561 ที่มีสัดส่วนกินผักเพียง 23.6%
เช่นเดียวกับการสำรวจในระดับอาชีพประชากรยังพบด้วยว่า พนักงานบริษัทเอกชน กินผักในปริมาณน้อยมากและลดลงอย่างเห็นได้ชัด ในปี 2562 พบว่ามีเพียง 17.1% เท่านั้นที่บริโภคผักเพียงพอ เมื่อเทียบกับปี 2561 ที่สัดส่วนผู้บริโภคเพียงพอในกลุ่มพนักงานบริษัทมี 21.5%

**ภาครัฐต้องส่งเสริมให้ปลูกผักสวนครัวกินเอง
อย่างไรก็ตาม ผู้ตอบแบบสำรวจให้ความเห็นว่าอยากเห็นภาครัฐส่งเสริมต้นไม้กินได้ ส่งเสริมให้ปลูกผักสวนครัวกินเอง นโยบายทำให้ผักผลไม้ปลอดภัยและราคาเข้าถึงได้ นอกเหนือจากกิจกรรมรณรงค์ “2:1:1 หรือ ผัก 2 ส่วน ข้าว 1 ส่วน เนื้อสัตว์ 1 ส่วน”ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ที่นำเสนอ ผ่านสื่อต่างๆ การทำกิจกรมรณรงค์เป็นหนึ่งในวิธีการสร้างการรับรู้และความสำคัญของการบริโภคผักและผลไม้ ผลการสำรวจพบว่า 33.7% ของผู้ตอบแบบสำรวจเคยเห็นและ ได้ยินโครงการนี้ กลุ่มคนอายุ 45-59 ปี เคยเห็นและได้ยินมากที่สุด รองลงมาคือ กลุ่มอายุ 30-44ปี, 15-29 ปี, กลุ่มอายุตั้งแต่ 60 ปี ขึ้นไปและ 10-19 ปี
นอกจากนี้ 40.1% ของผู้ตอบแบบสำรวจ เข้าใจความหมายของการบริโภคแบบ 2:1:1 ถูกต้อง โดยกลุ่มอายุ 45-59 ปี เข้าใจความหมายและเนื้อหามากที่สุด อย่างไรก็ตามคนไทยที่เข้าถึงกิจกรรมรณรงค์ส่วนใหญ่เป็นวัยผู้ใหญ่ ผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจความหมายของ 2:1:1 จึงจำเป็นที่ต้องสื่อสารอย่างต่อเนื่อง และทำให้ครอบคลุมในทุกกลุ่มอายุ

**กินผักผลไม้ไม่เพียงพอ ปัจจัยเสี่ยง TOP 5 การเสียชีวิตของคนไทย
ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า การกินผักผลไม้ไม่เพียงพอเป็นพฤติกรรมเสี่ยง อันดับที่ 5 ของคนไทย รองจากบุหรี่ ความดันโลหิตสูง น้ำหนักเกินและโรคอ้วน คอเลสเตอรอลในเลือดสูง และยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรังของคนไทย ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มโรคไม่ติดต่อ นอกจากนี้รายงานสถานการณ์โรค NCDs ระดับนานาชาติยังระบุด้วยว่าประชากร 41 ล้านคนทั่วโลกเสียชีวิตจากโรคไม่ติดต่อ
ดร.ไพโรจน์ กล่าวว่า ผู้บริโภคมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมให้การบริโภคผักให้เป็นวาระแห่งชาติ สอดรับตามกรอบยุทธศาสตร์การจัดการอาหารของประเทศ แรงผลักดันของผู้บริโภค และสังคม จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะให้ระบบอาหารของประเทศเกิดความมั่นคงทางอาหาร อาหารมีคุณภาพและปลอดภัย มีคุณค่าทางโภชนาการ เกิดระบบอาหารที่ยั่งยืน ตั้งแต่ผู้ผลิตคือเกษตรกรไปสู่การแปรรูปก่อนถึงมือผู้บริโภค

**นานาชาติพร้อมสนับสนุนผักเป็นวาระแห่งชาติ
นานาชาติร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ พัฒนาข้อถกแถลงนำสู่เวทีประชุมสุดยอดผู้นำระบบอาหารโลกโดยจัดเวทีหารือสาธารณะอิ่ม...ดี...มีสุข: ในหัวข้อ “ผักจะเป็นวาระแห่งชาติได้อย่างไร”ครั้งแรกนี้มีการแบ่งห้องประชุมย่อย และมีผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการอาหารและเกษตรจากหลากหลายชาติเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดย ดร. เบิร์น คริสเตียนเซน (Dr. Bernd Christiansen) ที่ปรึกษาทูตด้านอาหารและการเกษตร (Counseller for Food and Agriculture, Embassy of Germany, Bangkok) สถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย ให้ความเห็นว่าเยอรมันไม่ได้มีนโยบายหลักใด ๆ เกี่ยวกับเรื่องการส่งเสริมให้ประชาชนหันมาบริโภคผัก แม้ว่าจะมีองค์กรทั้งในประเทศและให้ยุโรปเรียกร้องอยู่บ้าง แต่รัฐบาลยังมองว่าการออกนโยบายที่เกี่ยวกับกับการรณรงค์ให้บริโภคสิ่งใดเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและอาจส่งผลต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน เพราะโดยพื้นฐานแล้วคนเยอรมันไม่ชอบถูกบังคับหรือสั่งให้ต้องบริโภคหรือไม่บริโภคอาหารชนิดใดชนิดหนึ่ง
ด้าน มาร์กาเร็ต อยู่วัฒนา ผู้แทนจากกรมวิชาการเกษตรกล่าวว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับเมล็ดพันธุ์ผักและมองความเป็นไปได้ในการสร้างความร่วมมือกับศูนย์พืชผักโลกและประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน เพื่อพัฒนานวัตกรรมการเกษตรโดยเฉพาะอาหารประเภทเนื้อจากพืช หรือ เนื้อสัตว์ที่ทำจากพืช (Plant-based Meat) ที่มองว่าจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการเพิ่มประสิทธิภาพของการผลิตพืชผักตลอดห่วงโซ่การผลิต ช่วยลดโลกร้อนจากการทำปศุสัตว์และเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางอาหาร ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้วย

ดร.เดลฟีน ลาลูส ผู้อำนวยการศูนย์พืชผักโลก ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า ยินดีที่จะให้ความมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของประเทศไทย และ สสส. ในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบอาหาร เพื่อบูรณาการแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืนในการผลิต การเก็บเกี่ยว การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว การแปรรูป เพื่อส่งเสริมการบริโภคผักที่ เพิ่มการผลิตและการบริโภคผักที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน
นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้ประสานงานหลักของประเทศไทย (National Dialogues Convenor) สำหรับการประชุมสุดยอดผู้นำระบบอาหารโลก (United Nations Food Systems Summit) กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯในฐานะเจ้าภาพจะดำเนินการเพื่อขับเคลื่อนให้ ผักเป็นวาระแห่งชาติตามแนวทางการขับเคลื่อนระบบอาหารที่ยั่งยืน 5 ด้าน คือ 1.การเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัยและมีคุณค่าทางโภชนาการโดยถ้วนหน้า 2.ปรับเปลี่ยนวิถีการบริโภคเพื่อความยั่งยืน 3.การส่งเสริมระบบการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 4.ส่งเสริมความเสมอภาคในการดำรงชีวิตและมีกระจายคุณค่าอย่างเท่าเทียม และ 5.การสร้างความยืดหยุ่นปรับตัวได้ในทุกวิกฤตโดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง และสอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป
การบริโภคผักผลไม้ให้เพียงพอเป็นเครื่องป้องกันสุขภาพสำคัญของคนไทย
Adblock test (Why?)
ผักจะเป็นวาระแห่งชาติได้อย่างไร?? - เดลีนีวส์
Read More
No comments:
Post a Comment